แคนนอน โชว์นวัตกรรมแห่งอนาคต พร้อมเผยวิสัยทัศน์ 5 ปีข้างหน้า ในงาน “แคนนอน เอ็กซ์โป 2016” ณ เซี่ยงไฮ้

มหกรรมแสดงเทคโนโลยี “แคนนอน เอ็กซ์โป” นับเป็นหนึ่งในงานที่เหล่าผู้รักการถ่ายภาพและเทคโนโลยีด้านอิมเมจจิ้งทั่วโลกต่างจับตามอง เพราะเป็นงานแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมในอนาคตครั้งใหญ่ที่สุดของแคนนอน ผู้ผลิตกล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์ด้านภาพไฮเทคชั้นนำของโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 5 ปีในภูมิภาคสำคัญของโลกทั้งอเมริกา ยุโรป และเอเชีย

ล่าสุด “แคนนอน เอ็กซ์โป ปี 2016” ได้จัดขึ้นในหลายเมือง ได้แก่ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นที่สุดท้ายของปีนี้  โดยจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมนานาชาติแห่งนครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 19-22 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “Unlimited Delight at Canon Expo” สื่อถึงการพัฒนาเทคโนโลยีด้านภาพของแคนนอนให้สามารถ “เชื่อมโยง” กับนวัตกรรมต่างๆในอนาคตได้หลากหลายมิติ เพิ่มความสุขแก่ผู้คนทั่วโลกทั้งในการใช้ชีวิต และการทำงาน 

นวัตกรรมแห่งอนาคต
พื้นที่จัดแสดงกว่า 7,000 ตารางเมตรถูกแบ่งออกเป็น 13 โซน โดยโซนที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ได้แก่ “Beyond High Image Quality” ซึ่งจัดแสดงนวัตกรรมด้านภาพที่จะมีบทบาทสำคัญในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตอลที่ให้ภาพความละเอียดสูงถึง 120 ล้านพิกเซล โซลูชั่นงานพิมพ์ความละเอียดสูง พรินเตอร์อิงค์เจ็ทระดับโปรอันล้ำสมัย มีการจัดแสดงภาพจำลองเสมือนจริงของภาพเขียนสีน้ำมันอันมีชื่อเสียงจากยุคเรอเนซองส์ ที่สร้างขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยีการประมวลผลและเก็บรายละเอียดพื้นผิวภาพของแคนนอน ร่วมกับเทคโนโลยีการพิมพ์นูนของบริษัทในเครือคือ Océ อีกทั้งมีการจัดแสดงอุปกรณ์อินพุทและเอาท์พุทสำหรับภาพแบบ 8K ซึ่งมีความละเอียดสูงกว่า HDTV ถึง 16 เท่า นอกจากนี้ยังผสมผสานเทคนิคด้านภาพและเสียงเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ชมสามารถชมภาพความละเอียดสูงได้แบบ 360 องศา พร้อมกับได้ยินเสียงประกอบที่เข้ากับภาพที่เห็นเมื่อหันศีรษะไปในทิศทางต่างๆ

อีกโซนที่น่าสนใจคือ “Enriching the World through Innovative Imaging” ที่แสดงถึงการนำเทคโนโลยีด้านภาพมาใช้ในที่อยู่อาศัย องค์กร และโรงเรียน ทั้งการอำนวยความสะดวกให้สามารถดูภาพหรือวิดีโอได้ทุกที่ในบ้าน การซิงค์ข้อมูลที่มีการแก้ไขระหว่างการประชุมแบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ การสั่งการด้วยท่าทางการเคลื่อนไหว รวมถึงเทคโนโลยี Mixed Reality (MR) ที่ต่อยอดมาจากAugmented Reality (AR) และนำมาใช้กับโชว์รูมรถยนต์ ให้ลูกค้าได้ทดลองขับรถเสมือนจริง รวมทั้งปรับเปลี่ยนสีรถและการตกแต่งภายในรถจนได้แบบที่ต้องการ 

เทคโนโลยีล้ำสมัยควบคู่การรักษาสิ่งแวดล้อม
ในส่วนของการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องใช้ในสำนักงาน และเครื่องมือเครื่องใช้ในภาคอุตสาหกรรม ทั้งยังแสดงถึงความสำเร็จของแคนนอนในฐานะองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก คือ“Emotion” “Work” และ “Society”

“Emotion” ถ่ายทอดออกมาในโซน “Moment” และ “Lens Experience” แสดงให้เห็นว่า “ภาพ” เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ของมนุษย์และสร้างความสุขได้ แคนนอนจึงมุ่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มอบประสบการณ์อันน่าจดจำและสามารถแบ่งปันให้กันและกัน ในโซนเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้ชมใช้กล้องถ่ายรูปของแคนนอนในการเก็บภาพสถานที่ที่มีชื่อเสียง รวมถึงช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น เช่น สภาพไร้แรงโน้มถ่วง การบินเหนือตึกสูง แล้วแชร์ภาพที่ได้ผ่านอุปกรณ์ Connect Station CS100 กล้องดิจิตอลที่สามารถเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi รวมถึงแอพพลิเคชั่น Camera Connect

ส่วน “Work” อยู่ในโซน “Professional Imaging” และ “Working Space” จัดแสดงอุปกรณ์ถ่ายภาพระดับโปร และสื่อให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เอื้ออำนวยสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ สำหรับ “Society” ถ่ายทอดออกมาในโซน “Healthcare” จัดแสดงเครื่องมือแพทย์ เช่น เครื่องเอกซ์เรย์ เครื่องสแกนทรวงอกแบบ 3 มิติ กล้องถ่ายภาพจอประสาทตา เครื่องตรวจวิเคราะห์จอตาด้วยแสงเลเซอร์ (OCT) โซน “Security Solutions” แสดงตัวอย่างการนำระบบรักษาความปลอดภัยไปใช้ในธุรกิจค้าปลีก ที่อยู่อาศัย ภาคการท่องเที่ยว และโซน “Environment” แสดงถึงการที่แคนนอนห่วงใยสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การใช้งาน รวมถึงการรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่

นอกจากนี้แคนนอนยังได้นำเสนอโครงการ TSUZURI Cultural Heritage Inheritance Project ที่เป็นการนำนวัตกรรมด้านภาพมาช่วยในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม โดยมีการจัดแสดงภาพจำลองจากฉากกั้นห้องที่เขียนลายดอกไม้และนกในฤดูกาลทั้ง 4 ของญี่ปุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีด้านภาพของแคนนอนในการเก็บรายละเอียดความงดงามละเอียดอ่อนของงานช่างฝีมือโบราณของเกียวโต ทั้งนี้ แคนนอนได้บริจาคภาพจำลองผลงานศิลปะให้แก่วัด แกลเลอรี และหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ในขณะที่ผลงานของจริงได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

กลยุทธ์เน้นพัฒนานวัตกรรม IoT -ปรับโครงสร้างบริหาร-ขยายตลาด
สำหรับทิศทางของแคนนอนในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ นายฟุจิโอะ มิทาไร ประธานกรรมการสูงสุด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคนนอน อิงค์ กล่าวว่า แนวคิดและเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) หรือ เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่ออุปกรณ์และ เครื่องมือต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ กล้อง โทรทัศน์ และอื่นๆ เข้าไว้ด้วยกัน ได้เปิดมิติใหม่ในการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์กับอุปกรณ์ และอุปกรณ์กับผู้ใช้ ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งเทคโนโลยีด้านภาพมีบทบาทสำคัญอย่างมากในยุคเทคโนโลยี IoT เพราะร้อยละ 87 ของข้อมูลที่มนุษย์รับรู้จากโลกภายนอกเป็นการรับรู้ผ่านการมองเห็น ดังนั้น แคนนอนจะมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีด้านภาพ เลนส์ เซ็นเซอร์ และชิปประมวลผลภาพ เพื่อให้แคนนอนมีความโดดเด่นนำหน้าคู่แข่ง

อีกทั้งยังมีแผนการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานเพื่อสร้างเครือข่ายของบริษัทในเครือให้เป็นสภาพแวดล้อมแห่งความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม สามารถใช้ประโยชน์จากเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละภูมิภาคภายใต้การบริหารงานที่สอดคล้องกันในระดับโลก โดยผสมผสานความเป็นอิสระของแต่ละหน่วยงานกับความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ ในแต่ละพื้นที่

ในส่วนของกลยุทธ์ระดับภูมิภาคเอเชีย นายฮิเดกิ โอซาวะ ประธานบริษัท แคนนอน เอเชีย มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป กล่าวว่า แม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มการขยายตัวไม่มากนัก แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการแข่งขันกีฬาระดับโลกที่มาจัดในประเทศแถบเอเชียมากขึ้นจะสร้างโอกาสมากมายให้กับแคนนอน ดังนั้นแคนนอนจึงได้วางแนวคิด “Closer and Connect” ซึ่งหมายถึงการเข้าถึงลูกค้าอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างคนกับคน คนกับเครื่องใช้ และเครื่องใช้กับเครื่องใช้ โดยมี 4 กลยุทธ์สำคัญ คือ การสร้างฐานลูกค้าใหม่ พัฒนาตลาดใหม่ในภูมิภาค ขยายขอบเขตธุรกิจของผลิตภัณฑ์ B2B และสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้แข็งแกร่ง โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจเป็น 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐภายในปี พ.ศ. 2563

แคนนอน โชว์นวัตกรรมแห่งอนาคต พร้อมเผยวิสัยทัศน์ 5 ปีข้างหน้า ในงาน “แคนนอน เอ็กซ์โป 2016” ณ เซี่ยงไฮ้

Leave a Comment